การเลือก Network Switch สำหรับองค์กรขนาดกลาง (Midsize Business)

          การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุปกรณ์ Mobile, Personal devices และ Cloud-based application ส่งผลให้ระบบเครือข่ายองค์กรต้องการ Bandwidth ที่สูงขึ้น รวมทั้ง Access Point มาตรฐานใหม่ที่ออกมาเริ่มต้องการความเร็วพอร์ตมากกว่า Gigabit เพื่อรองรับผู้ใช้งาน (User) และอุปกรณ์ IoT ที่มากขึ้น และสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วทันเวลา แล้วระบบเครือข่ายของคุณพร้อมกับความต้องการเหล่านี้หรือยัง

    

ประเภทของ Network Switch

ก่อนอื่นเรามารู้จักประเภทของ Switch กันก่อน โดย Switch แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

          Access Switch หรือ Edge Switch มีความสามารถทำงานบน Layer2 และ Layer3 ได้ ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับ Access Point, PC, Printer, IP Phone, IP camera ซึ่งอุปกรณ์ส่วนใหญ่มีความสามารถรับแหล่งจ่ายไฟผ่านสาย UTP ตามมาตรฐาน PoE (Power over Ethernet) ได้ด้วย

          Distribution Switch ใช้เป็นตัวกลางสำหรับรวบรวม Traffic จาก Access Switch หลายๆตัว เพื่อส่งข้อมูลไปยัง Core Switch นั่นเอง โดยส่วนใหญ่ต้องมี Switch Capacity ที่สูงกว่า Access Switch เพื่อรองรับความเร็วการรับ-ส่งข้อมูลที่ดี มีความสามารถในการทำ redundancy ได้ และรองรับการทำ Layer 3 routing services ได้

          Core Switch ใช้เป็นศูนย์รวมกลางในเชื่อมต่อไปยัง server และ router/gateway เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึง corporate application และ cloud-based application ได้ สำหรับองค์กรขนาดเล็กอาจใช้ Access Switch หรือ Distribution Switch เชื่อมต่อไปยัง router/gateway ได้โดยตรง แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น ก็ควรจะพิจารณา core switch เป็นองค์ประกอบหลักของระบบเครือข่ายเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

รูปภาพแสดงตัวอย่างการออกแบบ Network Switch 3 ระดับ (Core, Aggregation, Access)

      

          นอกจากรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างแล้ว Switch ยังมีให้เลือกใช้งานได้ 2 แบบคือ fixed switch และ modular (chassis) โดย fixed switch จะมีพอร์ตจำนวนตามที่ระบุไว้มาให้พร้อมใช้งานตั้งแต่ 8 ถึง 48 พอร์ต และรองรับการขยายเพิ่มพอร์ตได้โดยนำ switch มาทำ stack กัน ส่วน modular (chassis) switch จะเป็น chassis frame ที่มี slot ว่างให้สามารถเลือกใส่พอร์ตได้ตามความต้องการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น 1000Base-T, SFP, SFP+, 40GbE QSFP+ หรือ Smart Rate

รูปภาพแสดงตัวอย่าง Switch ประเภท Fixed และ Modular Chassis

      

ประเด็นในการเลือก Network Switch

  1. 1. จำนวนพอร์ต ซึ่งมักจะสอดคล้องกับจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็น Access Point, Access Switch, PC, IP Phone, IP camera เป็นต้น
  2. 2. ความเร็วพอร์ต โดย switch ส่วนใหญ่จะรองรับความเร็วตั้งแต่ 1GbE, 10GbE ขึ้นไป ซึ่งมักจะสอดคล้องกับจำนวน user และประเภทของ application ที่ใช้งาน เช่น การใช้ Skype, Zoom Meeting จะต้องการ bandwidth สูงกว่าการส่ง Email ทั่วไป
  3. 3. ประเภทของสายสัญญาณ หากใช้สาย UTP ก็ต้องเลือกพอร์ตชนิด Base-T แต่หากเชื่อมต่อด้วยสาย fiber optic ก็ต้องเลือกพอร์ตชนิด SFP, SFP+ เป็นต้น
  4. 4. PoE Power เนื่องจากอุปกรณ์ประเภท VoIP, Access Point, IP camera ส่วนใหญ่ต้องการรับไฟผ่าน PoE ดังนั้นจึงต้องคำนวณ Power Budget ของ Switch ว่าเพียงพอต่อการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อทั้งหมดหรือไม่
  5. 5. ความสำคัญของระบบ หากระบบเครือข่ายมีความสำคัญมาก ควรออกแบบให้ switch สามารถทำงานทดแทนกันได้ (redundancy) ไม่ว่าจะเป็นการนำ switch หลายตัวมา stack กัน หรือการเลือก switch ที่มี hot-swappable power supply สามารถถอดเปลี่ยนได้โดยไม่กระทบกับการทำงาน เป็นต้น
  6. 6. การบริหารจัดการ โดย Switch มีให้เลือกตั้งแต่ระดับ Unmanaged ไปจนถึง Fully managed และถ้าอุปกรณ์ในระบบมีจำนวนมาก ฝ่ายไอทีควรพิจารณา network management tools ที่จะช่วยให้บริหารจัดการระบบได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ on-premises และ cloud-based
  7. 7. ความปลอดภัย อุปกรณ์ switch ทำหน้าเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรมี feature ด้าน security เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร เช่น
  • -  Secure Socket Layer (SSL)
  • -  Access Control List (ACL)
  • -  Enforcement of port- and user-based access control ร่วมกับ RADIUS server
  • -  TACACS+
  • -  รองรับการทำงานร่วมกับ network access control tools เช่น Aruba ClearPass Policy Manager

      

The Aruba Switch Portfolio for Midsize Business

          Aruba เป็นผู้นำตลาด Wired and Wireless ระดับโลก มีอุปกรณ์ Switch ที่ตอบโจทย์ทุกระดับการใช้งาน ตั้งแต่ Access Switch, Distribution Switch, Core Switch สามารถติดตั้งใช้งานและบริหารจัดการได้ง่าย รองรับการใช้งานร่วมกับ network management tools ทั้งแบบ on-premises (Airwave) และ cloud-based (Central) นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับ network access control (ClearPass) ได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความยุ่งยากให้กับฝ่ายไอทีและผู้ใช้งาน

          Aruba Switch รับประกันจากผู้ผลิตแบบ Lifetime Warranty สามารถใช้งานได้ครบทุกฟีเจอร์โดยไม่ต้องซื้อ license เพิ่มเติมแต่อย่างใด และยังมีโปรโมชั่นดีๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

          หากสนใจโซลูชั่นของ Aruba ไม่ว่าจะเป็น Wireless Access Point, Network Switch, Airwave, Central, ClearPass Policy Manager สามารถติดต่อเพื่อปรึกษากับเราได้ทันที 02-713-2261 ต่อ 100 หรือ Email: ecommerce@addin.co.th

รูปภาพแสดงรุ่นและฟีเจอร์ของ Aruba Switch

     

Credit : ทีม PM บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน)